Notice: Undefined index: ADMIN_USER in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/report_data.php on line 4 Notice: Undefined variable: HTTP_GET_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 95 Notice: Undefined variable: HTTP_POST_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 96 Notice: Undefined variable: HTTP_COOKIE_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 97 Notice: Undefined variable: HTTP_SERVER_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 101 Notice: Undefined index: action in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/report_data.php on line 20 Notice: Undefined index: report_data in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/adodb/Iakt/drivers/KT_adodb-mysqlt.inc.php on line 148 Notice: Undefined index: report_data in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/adodb/Iakt/drivers/KT_adodb-mysqlt.inc.php on line 150 Notice: Undefined index: action in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/report_data.php on line 44

รายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 (รอบ 12 เดือน) ของ ?.?.?. ??????????????????????

ผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการตามประเด็นการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ

1. การตรวจราชการ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
ผลการทดสอบคุณภาพการศึกษาระดับชาติ (O-Net) อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทุกช่วงชั้น แต่มิได้ชี้แจงว่า ผลการทดสอบดีขึ้นหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หรือดีขึ้นหรือต่ำกว่าปีการศึกษาที่ผ่านมา
1. การรายงานผลการตรวจตามนโยบาย ควรมีการรายงานผลครบทุกนโยบาย

2. เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในรายงานผลการตรวจราชการ ควรมีการรายงานให้ชัดเจนถึงข้อมูลการตรวจที่ได้จากการสุ่มการตรวจเท่านั้น

3. การวิเคราะห์ผลการทดสอบ (O-Net) ควรมีการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับผลการทดสอบในปีที่ผ่านมา อีกทั้งวิเคราะห์ถึงค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ รวมถึงมาตรฐานในการดำเนินการทดสอบ เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การตรวจสอบภายใน

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
1. การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Audit) และการตรวจสอบการเงินบัญชี (Financial Audit) ผลสอบทานพบว่า การปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ตรวจพบส่วนใหญ่ ได้แก่ การเบิกเงินเกินสิทธิ การเบิกจ่ายเงินล่าช้า มีลูกหนี้เงินยืมราชการค้างนานเกินกำหนด หน่วยงานออกใบเสร็จรับเงินไม่ครบถ้วนเป็นต้น และในส่วนรายงานการเงินที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ การจัดทำบัญชี ไม่ครบถ้วน ไม่เป็นปัจจุบัน และไม่สามารถรายงานการเงินได้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน

2. การตรวจสอบการปฏิบัติงาน (Operational Audit) และการตรวจสอบผลการดำเนินงาน (Performance Audit) ผลการสอบทานพบว่า หน่วยงานที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานและการดำเนินงาน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เพิ่มจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2553

3. การตรวจสอบโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ปัญหาที่ส่งผลให้การดำเนินการโครงการไม่เป็นไปตามแผนส่วนใหญ่เกิดจากผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้าไม่เป็นไปตามสัญญาในการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
1. หน่วยงานควรมอบหมายผู้รับผิดชอบหรือคณะกรรมการฯ กำกับ ติดตาม เร่งรัดการดำเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และรายงานให้ผู้บริหารรับทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้หน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบภายใน

2. กลุ่มตรวจสอบภายในระดับกระทรวงร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบภายในในสังกัดควรพัฒนาแนวทางการกำหนดปัจจัยเสี่ยงและเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงเพื่อการวางแผนการตรวจสอบภายในของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้แผนการตรวจสอบครอบคลุมทุกภารกิจ

3. เพื่อให้ผู้ตรวจสอบภายในของหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการสามารถตรวจสอบภายในได้ในทิศทางเดียวกัน กลุ่มตรวจสอบภายในระดับกระทรวงร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบภายในในสังกัดได้ดำเนินการจัดทำแผนการปฏิบัติงานตรวจสอบ แนวทางการปฏิบัติงานตรวจสอบ รวมถึงกระดาษทำการในกิจกรรมการตรวจสอบสำคัญหรือกิจกรรมการตรวจสอบที่ได้รับมอบหมาย

4. เพื่อให้การตรวจสอบภายในของหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีคุณภาพ และพร้อมรับการประเมินตามเกณฑ์การประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายในของส่วนราชการที่กรมบัญชีกลางกำหนด กลุ่มตรวจสอบภายในระดับกระทรวงควรจัดทำเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานตามกรอบการตรวจสอบและการประเมินผลภาคราชการ และเกณฑ์การประเมินผลการตรวจสอบภายในตามกรอบการประเมินคุณภาพงานตรวจสอบภายในของส่วนราชการที่กรมบัญชีกลางกำหนด เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบภายในหน่วยงานในสังกัดในปีงบประมาณ พ.ศ. 2555

3. การควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
1. การจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในของหน่วยงานหลายแห่ง ยังมีข้อมูลการรายงานในแต่ละแบบไม่สอดคล้องกัน การกำหนดระยะเวลาในแผนการปรับปรุงการควบคุมภายในยังไม่เหมาะสมกับกิจกรรมการควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่า การประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายในไม่ครบ 5 องค์ประกอบ

2. ความเพียงพอของระบบควบคุมภายในต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ พบว่า ระบบการควบคุมภายในที่หน่วยงานกำหนดมีความเพียงพอเหมาะสมต่อการบรรลุวัตถุประสงค์อยู่ในระดับมาก

3. ส่วนราชการยังคงมีความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน เนื่องจากประสบปัญหาการให้การสนับสนุนในการปฏิบัติงาน เช่น อัตรากำลังยังไม่เหมาะสม การพัฒนาความรู้เพื่อการปฏิบัติงานยังไม่เพียงพอ เป็นต้น
1. หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดประชุมชี้แจง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริหารทุกระดับให้ตระหนักถึงประโยชน์ของการควบคุมภายใน

2. หน่วยงานต้นสังกัดและมหาวิทยาลัยควรจัดให้มีการพัฒนา เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงแก่บุคลากรอย่างทั่วถึง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง รวมทั้งควบคุมดูแล แนะนำหน่วยงานในสังกัด

3. ผู้ตรวจสอบภายในของส่วนราชการควรสอบทานความสอดคล้อง เหมาะสมทั้งในด้านเนื้อหาของรายงานผลการประเมินการควบคุมภายใน ในแต่ละแบบและระยะเวลาของกิจกรรมการควบคุมที่กำหนดไว้ในรายงานแผนการปรับปรุงการควบคุมภายใน พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้รับผิดชอบในการจัดวางระบบควบคุมภายในที่กำหนดไว้ในรายงานแผนการปรับปรุงการควบคุมภายใน

4. การปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
มิติที่ 1 มิติด้านประสิทธิผล

ตัวชี้วัดที่ 1 ระดับความสำเร็จของร้อยละเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในการบรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงและนโยบายสำคัญ/พิเศษของรัฐบาล
ตัวชี้วัดที่ 1.1 ระดับความสำเร็จของร้อยละเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักในการบรรลุเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
ตัวชี้วัดที่ 1.1.1 อัตราส่วนของผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษา/ประชากรกลุ่มอายุ 3-5 ปี
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 มีอัตราการเข้าเรียนระดับก่อนประถมศึกษา (อายุ 3-5 ปี) ร้อยละ 75.74 ดังนั้น จึงมีเด็กในระดับนี้ไม่ได้รับการพัฒนา จำนวน 577,938 คน คิดเป็นร้อยละ 24.26 ทั้ง ๆ ที่รัฐได้สนับสนุนงบประมาณเรียนฟรี 15 ปีตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
ตัวชี้วัดที่ 1.1.2 อัตราส่วนของผู้เรียนระดับประถมศึกษา/ประชากรกลุ่มอายุ 6-11 ปี
อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษา(อายุ 6-11 ปี) สามารถดำเนินการได้ร้อยละ 101.97 แต่ไม่มีคำอธิบายถึงสาเหตุที่สามารถดำเนินการได้เกินร้อยละ 100 ผู้ที่ศึกษาข้อมูลอาจมีข้อสงสัยแต่ไม่สามารถหารายละเอียดได้
ตัวชี้วัดที่ 1.1.3 อัตราส่วนของผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น/ประชากรกลุ่มอายุ 12-14 ปี
การจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นการจัดการศึกษาภาคบังคับที่รัฐต้องจัดให้ได้ร้อยละ 100 แต่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 สามารถจัดได้ร้อยละ 92.95 ของประชากรกลุ่มอายุ 12-14 ปี แสดงว่ามีเด็กในกลุ่มอายุดังกล่าวอีกจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการศึกษา ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงศึกษาธิการในการจัดและส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาภาคบังคับ
ตัวชี้วัดที่ 1.1.5 อัตราส่วนของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา/ประชากรกลุ่มอายุ 18-21 ปี
อัตราส่วนของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา/ประชากรกลุ่มอายุ 18-21 ปี ในปีงบประมาณ 2554 สามารถดำเนินการได้ ร้อยละ 51.25 ได้ค่าคะแนน 1 คะแนน ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าว ได้ลดน้อยลงทุกปี คือ ในปี 2553 ได้ร้อยละ 60.73 และปี 2554 ได้ร้อยละ 60.04
ตัวชี้วัดที่ 1.1.10.2 ระดับความสำเร็จของการพัฒนาระบบฐานข้อมูลรายบุคคลของครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 แม้ว่า จะสามารถดำเนินการได้คะแนน 5 คะแนน แต่พบว่าเป็นการดำเนินงานต่างคนต่างทำ ยังไม่มีการวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูลหรือการเชื่อมโยงถ่ายโอนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน


1. ควรมีการเร่งรัดจัดการศึกษาให้แก่เด็กในกลุ่มอายุ 3-5 ปีให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เนื่องจากเด็กอายุ 3-5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะมีการพัฒนาการทุก ๆ ด้านอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะการพัฒนาการทางด้านสมอง

2. อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษา(อายุ 6-11 ปี) สามารถดำเนินการได้ร้อยละ 101.97 ควรมีคำอธิบายในการเขียนรายงานเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่สามารถดำเนินการได้เกินร้อยละ 100

3. ควรมีการเร่งรัดการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้เพิ่มสูงขึ้น

4. ควรมีการศึกษาถึงสาเหตุที่ทำให้อัตราการเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และกำหนดเป้าหมายการรับนักศึกษาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศ

5. ควรมีการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมถึงการใช้ข้อมูลจำนวนประชากรแต่ละกลุ่มอายุว่าได้ใช้ข้อมูลในปีใดและเพราะเหตุใด

6. ควรมีการวางแผนเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาร่วมกัน ให้สามารถถ่ายโอน เชื่อมโยงข้อมูลซึ่งกันและกัน จะสามารถลดการซ้ำซ้อนและการใช้จ่ายงบประมาณในการดำเนินการได้จำนวนมาก

5. รายงานการเงิน

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
กระทรวงศึกษาธิการ ไม่สามารถจัดทำรายงานการเงินระดับกระทรวง ให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวง เพื่อดำเนินการตรวจสอบการประเมินผลการปฏิบัติงานในระดับทรวง ตามที่ ค.ต.ป. ได้ผ่อนผันขยายระยะเวลาการนำส่งงบการเงินรวมระดับกระทรวงสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้ เนื่องจากกรมบัญชีกลางได้มีการปรับปรุงโปรแกรมการจัดทำงบการเงินรวมระดับกระทรวงในระบบ GFMIS สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 พบว่า โปรแกรมไม่รองรับข้อมูลทางการเงินของกระทรวงศึกษาธิการที่มีจำนวนมาก ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการ Load File ได้ ซึ่งจะต้องปรับปรุงแก้ไขโดยกรมบัญชีกลาง ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งกรมบัญชีกลางปรับปรุงโปรแกรมดังกล่าวแล้ว และได้รับแจ้งจากกรมบัญชีกลางว่า ในการปรับปรุงโปรแกรมดังกล่าว ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จที่แน่นอนได้ 1. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้รายงานการเงินภาพรวมของถูกต้อง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการควรเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการบูรณาการงานการบัญชีของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดประชุมร่วมกัน วิเคราะห์ปัญหา เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขร่วมกันทั้งระบบ พัฒนางานด้านบัญชีและรายงานการเงินของหน่วยงานให้ถูกต้องต่อไป

2. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ขอให้ผู้บริหารกำกับดูแลการปฏิบัติงานด้านการบัญชี โดยอาจพิจารณาจากรายงานผลการประเมินผลการปฏิบัติงานด้านบัญชีตามเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำหนด ทั้งนี้เพื่อให้ทราบปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานและเป็นการเร่งรัดติดตามให้เจ้าหน้าที่ดำเนินงานให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ควรพิจารณาอัตรากำลังให้เหมาะสมกับปริมาณงานที่หน่วยงานต้องดำเนินการ รวมทั้งควรมอบหมายงานให้เป็นไปตามมาตรฐานการกำหนดตำแหน่ง

6. การสอบทานกรณีพิเศษ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
1. โครงการสร้างแหล่งเรียนรู้ราคาถูก (กศน. ตำบล)

การดำเนินงานยังไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ ยังมีไม่เพียงพอ


1. การดำเนินงานของ กศน. ตำบล ควรเน้นการดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น โดยจัดกิจกรรมให้ตอบสนองความต้องการ สอดคล้องกับสภาพและปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย

2. การจัดสรรงบประมาณเพื่อก่อสร้างอาคาร กศน. ตำบล กับงบประมาณเพื่อจัดซื้อสื่อต่าง ๆ รวมทั้งคอมพิวเตอร์ ควรแยกจากกันเนื่องจากการก่อสร้างต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้นการซื้อสื่อและคอมพิวเตอร์ จึงควรดำเนินการหลังจากการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากจัดซื้อและยังไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ จะมีผลกระทบถึงระยะเวลาในการรับประกันสินค้า
ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
2. โครงการพัฒนาโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อการกระจายโอกาสสำหรับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

1. การกำหนดกรอบอัตรากำลัง อัตราส่วนครู : นักเรียน คือ 1 : 12 นับว่าอยู่ในอัตราที่เหมาะสมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

2. การบริหารงานบุคคล การบรรจุข้าราชการครู โรงเรียนไม่มีส่วนร่วมในการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการครู จึงอาจทำให้บรรจุครูที่ไม่ตรงกับความต้องการของโรงเรียน

3. ค่าตอบแทนพิเศษสำหรับข้าราชการครูในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เนื่องจากนักเรียนในโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเป็นนักเรียนที่มีความ สามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีครูที่มีความรู้ ความสามารถในการเรียนการสอนเป็นพิเศษ อีกทั้งต้องเตรียมการสอนเป็นอย่างดี ซึ่งต้องปฏิบัติงานที่มากกว่าครูในสถาน ศึกษาทั่วไป แต่ได้รับค่าตอบแทนเท่ากับครูอื่น ๆ ทั่วไป ทำให้ขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

4. ด้านเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการโดยจัดให้มีการลงนามใน MOU กับมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง แต่การดำเนินงานบางโรงเรียนไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้เท่าที่ควร เนื่องจากเครือข่ายอยู่ห่างไกลยัง ต้องใช้งบประมาณและเวลาในการเดินทางมาก




1. โครงการพัฒนาโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องระยะยาว เนื่องจากประเทศขาดนักวิทยาศาสตร์ เพื่อคิดค้นนวัตกรรมในการพัฒนาศักยภาพของประเทศ

2. ควรมีการปรับระบบการรับหรือคัดเลือกครูผู้สอน เพื่อให้ได้ครูที่มีความรู้ ความสามารถ ในการจัดการเรียนการสอน
3. ปรับค่าตอบแทนให้แก่ครูเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากครูต้องปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้นในการเตรียมการสอนและจัดกิจกรรมให้แก่นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ

4. ควรมีการให้รางวัลพิเศษให้แก่ครู เพื่อเป็นการจูงใจให้ได้ครูที่มีความรู้ ความสามารถ ในการจัดการเรียนการสอน

5. การคัดเลือก/การย้ายครูของโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยควรมีการกำหนดระเบียบพิเศษ โดยมีขั้นเงินเดือนพิเศษและต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ครูทั้ง 12 โรง มีระดับชำนาญการพิเศษให้มากขึ้น

6. ควรมีการเร่งรัดการดำเนินงานปรับรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยตามแนวทางการวิจัย เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการภายในสถานศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
3. โครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษานานาชาติ

1. ได้รับงบประมาณดำเนินงานโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพียงปีเดียวคือในปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ไม่ได้รับงบประมาณในการดำเนินงาน

2. การก่อสร้างอาคารปฏิบัติการและหอพัก เนื่องจากในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ไม่ได้รับงบประมาณในการดำเนินงาน ดังนั้น บางสถานศึกษาจึงใช้เพื่อเป็นห้องเรียน ห้องฝึกอบรม และสถานศึกษาบางแห่งใช้เป็นสถานที่ให้บริการห้องพักเพื่อบูรณาการให้นักศึกษาสาขาการท่องเที่ยว ฝึกปฏิบัติงาน


1. โครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษานานาชาติเป็นโครงการที่ดี และได้ลงทุนในการก่อสร้างอาคารฝึกอบรมและห้องพักเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจึงควรสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

2. การดำเนินงานในช่วงแรกอาจจัดงบประมาณสนับสนุนการฝึกอบรมให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการ

3. ควรมีการประชาสัมพันธ์โครงการในสถานทูตประเทศเพื่อนบ้านให้กลุ่มเป้าหมายรับทราบข้อมูล

4. ต้องเร่งพัฒนาครู/อาจารย์ผู้สอนให้มีความรู้สามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษได้

5. หลักสูตรที่ใช้ในการฝึกอบรมต้องตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและของผู้เข้ารับการอบรม ดังนั้น จึงต้องมีการสำรวจความต้องการและพัฒนาหลักสูตรที่หลากหลาย และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

6. สถานศึกษาแต่ละแห่งควรพิจารณาคัดเลือกหลักสูตรที่ใช้ในการฝึกอบรมตามศักยภาพและความพร้อมของแต่ละสถานศึกษาพร้อมทั้งพัฒนาเครือข่ายการฝึกอบรม

7. กำหนดกลุ่มเป้าหมายของแต่ละสถานศึกษาให้ชัดเจน ซึ่งหากมีการดำเนินโครงการต่อไปผู้เข้ารับการฝึกอบรมควรมาจากประเทศเพื่อนบ้านให้มากยิ่งขึ้น

7. การสอบทานกรณีอื่นๆ