Notice: Undefined index: ADMIN_USER in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/report_data.php on line 4 Notice: Undefined variable: HTTP_GET_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 95 Notice: Undefined variable: HTTP_POST_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 96 Notice: Undefined variable: HTTP_COOKIE_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 97 Notice: Undefined variable: HTTP_SERVER_VARS in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/Connections/adoconn.php on line 101 Notice: Undefined index: action in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/report_data.php on line 20 Notice: Undefined index: report_data in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/adodb/Iakt/drivers/KT_adodb-mysqlt.inc.php on line 148 Notice: Undefined index: report_data in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/adodb/Iakt/drivers/KT_adodb-mysqlt.inc.php on line 150 Notice: Undefined index: action in /var/www/paecthai.opdc.go.th/report/report_data.php on line 44

รายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 (รอบ 12 เดือน) ของ ?.?.?. ????????????????????

ผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการตามประเด็นการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ

1. การตรวจราชการ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
ค.ต.ป. ประจำกระทรวงยุติธรรม ได้สอบทานการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ไม่พบสิ่งที่เป็นเหตุให้ เชื่อว่าการตรวจราชการของกระทรวงยุติธรรมในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548
นอกจากนี้ได้มีข้อค้นพบและข้อเสนอแนะในประเด็นที่สำคัญจากการสอบทาน ดังนี้
ข้อค้นพบ
1. การกำหนดแผนการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 (แผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และแผนการตรวจราชการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2554 (ที่มีผู้ตรวจราชการ)
1.1 ความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรม
จากการสอบทานแผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ที่ส่งให้ค.ต.ป. สอบทานจำนวน 4 ส่วนราชการ ได้แก่ แผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม แผนการตรวจราชการกรมคุมประพฤติ แผนการตรวจราชการกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และแผนการตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ พบว่า มีการกำหนดแผนการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้ครอบคลุมทั้งแผนงาน/โครงการ ตามแนวทางการตรวจราชการในการตรวจติดตามผล เร่งรัด กำกับ การบริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลงานตามยุทธศาสตร์กระทรวงยุติธรรม และ แผนงาน/ โครงการ ตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกรมและงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
1.2 ความครอบคลุมพื้นที่
1.2.1 แผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดเขตพื้นที่การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมโดยเฉพาะการตรวจติดตาม กำกับ ดูแล เร่งรัดการบริหารงานหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม รวมถึงการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ แผนการใช้จ่ายงบประมาณ เป้าหมายการให้บริการของกระทรวงและตัวชี้วัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้กำหนดการ ตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 75 จังหวัด และแบ่งเป็น เขตการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม จำนวน 18 เขต
1.2.2 แผนการตรวจราชการกรมคุมประพฤติ ได้กำหนดการตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ ในสังกัดภาค 1-9 รวมจำนวน 103 หน่วยงาน
1.2.3 แผนการตรวจราชการกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้กำหนดการตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่
1.2.4 แผนการตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ได้กำหนดการตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จำนวน 143 หน่วยงาน
1.3 การตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
แผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมได้กำหนดให้มีการตรวจราชการแบบบูรณาการ เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชน โดยมีการดำเนินการตรวจติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ 3 รอบ ได้แก่
รอบที่ 1 ขั้นตอนการพิสูจน์สมมติฐาน (Project Review)
รอบที่ 2 ขั้นตอนการติดตามผลการดำเนินงาน (Progress Review)
1.2 ความครอบคลุมพื้นที่
1.2.1 แผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดเขตพื้นที่การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมโดยเฉพาะการตรวจติดตาม กำกับ ดูแล เร่งรัดการบริหารงานหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม รวมถึงการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณ แผนการใช้จ่ายงบประมาณ เป้าหมายการให้บริการของกระทรวงและตัวชี้วัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้กำหนดการ ตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 75 จังหวัด และแบ่งเป็น เขตการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม จำนวน 18 เขต
1.2.2 แผนการตรวจราชการกรมคุมประพฤติ ได้กำหนดการตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศ ในสังกัดภาค 1-9 รวมจำนวน 103 หน่วยงาน
1.2.3 แผนการตรวจราชการกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้กำหนดการตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่
1.2.4 แผนการตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ได้กำหนดการตรวจราชการไว้ครอบคลุมทุกพื้นที่ จำนวน 143 หน่วยงาน
1.3 การตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
แผนการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมได้กำหนดให้มีการตรวจราชการแบบบูรณาการ เพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชน โดยมีการดำเนินการตรวจติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการ 3 รอบ ได้แก่
รอบที่ 1 ขั้นตอนการพิสูจน์สมมติฐาน (Project Review)
รอบที่ 2 ขั้นตอนการติดตามผลการดำเนินงาน (Progress Review)

ปราบปรามยาเสพติด
1.7 แผนงานบำบัดและแก้ไขฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เป็นการตรวจร่วมกับกรมคุมประพฤติ
1.8 แผนงานพัฒนางานยุติธรรมทางเลือก เป็นการตรวจร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
1.9 แผนงานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นการตรวจร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
2. ผลดำเนินการตรวจราชการตามแผนการ ตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
2.1 การรายงานผลการตรวจราชการ พบว่า
2.1.1 รายงานผลการตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมได้จัดส่งรายงานผลตรวจราชการ ให้ค.ต.ป. สอบทาน ดังนี้
- รายงานผลการตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมตามแผนการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เรื่องการตรวจราชการกรณีปกติของกระทรวงยุติธรรม ได้รับรายงานครบจำนวน 18 เขต เป็นการรายงานผลการ ตรวจราชการ ตามประเด็นการตรวจราชการ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การปฏิบัติตามภารกิจหลักของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม 2. การเบิกจ่ายงบประมาณ 3. การปฏิบัติตามมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม 4. ผลการดำเนินงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ และรายงานสรุปผลการตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม กรณีปกติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 รอบ 6 เดือน และ รอบ 12 เดือน ที่กำหนดไว้ในแผนการ ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 แล้ว
- รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการเพื่อมุ่งผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายของรัฐบาลประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 3 โครงการ มีการรายงานผลการตรวจราชการ รอบที่ 2 เป็นการรายงานการติดตามและประเมินผล จำนวน 3 โครงการที่ กำหนดไว้ในแผนการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 แล้ว ได้แก่ 1. โครงการคืนคนดีสู่สังคม

2. โครงการป้องกันปราบปรามบำบัดและแก้ไขฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติด 3. โครงการพัฒนางานยุติธรรมทางเลือกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
- รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกัน ระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ตามแผนงาน/โครงการ จำนวน 9 โครงการ พบว่า มีการรายงานผลการตรวจติดตาม ทั้ง 9 โครงการแล้ว เป็นการรายงานการติดตามผลในรอบที่ 1 และรอบที่ 2
2.1.2 รายงานผลการตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการกรมคุมประพฤติ ได้จัดส่งรายงานผลตรวจราชการ ให้ค.ต.ป.สอบทาน ดังนี้
- รายงานสรุปผลการตรวจราชการไตรมาส 1 (ระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2553) เป็นการตรวจราชการในการดำเนินการตามประเด็นยุทธศาสตร์ และลงพื้นที่ตรวจราชการของสำนักงาน คุมประพฤติกรุงเทพมหานครและธนบุรี ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด (บ้านลาดหลุมแก้ว) จังหวัดปทุมธานี และสำนักงานคุมประพฤติภาค 1 –ภาค 9
- รายงานผลการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เป็นการสรุปผลการตรวจราชการตามประเด็นยุทธศาสตร์ของกรมคุมประพฤติ ที่กำหนดไว้ในแผนการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้แก่ 1. การพัฒนาระบบการแสวงหาข้อเท็จจริง 2. การพัฒนาระบบการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด 3. การพัฒนาระบบการติดตามช่วยเหลือผู้กระทำผิดภายหลังปล่อย 4. การส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในภารกิจของกรมคุมประพฤติ ในการ คืนคนดีสู่สังคม
2.1.3 รายงานผลการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ได้จัดส่งรายงานผลตรวจราชการ ให้ค.ต.ป.สอบทาน ดังนี้
- รายงานสรุปผลการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553– วันที่ 31 มีนาคม 2554 เป็นการตรวจราชการตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ที่กำหนดไว้ในแผนการ

ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เรื่องผู้ต้องขังได้รับการควบคุมดูแล ผู้ต้องขังได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย
- รายงานสรุปผลการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 – วันที่ 31 กันยายน 2554 เป็นการตรวจราชการตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์ที่กำหนดไว้ในแผนการ ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 เรื่องผู้ต้องขังได้รับการควบคุมดูแล ผู้ต้องขังได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย
3. การรายงานและการดำเนินการตามผลการตรวจราชการ
จากการสอบทานความครบถ้วนสมบูรณ์ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ประโยชน์ที่ได้จากการนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ และการติดตามการปฏิบัติเกี่ยวกับการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการ ของรายงานผลการตรวจราชการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 และตามคู่มือแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ด้านการ สอบทานการตรวจราชการ สำหรับค.ต.ป.ประจำกระทรวง พ.ศ. 2552 ของสำนักงาน ก.พ.ร. ปรากฏผลการสอบทาน ดังนี้
3.1 จากการสอบทานรายงานผลการตรวจราชการกรณีปกติ ของผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ผู้ตรวจราชการกรมคุมประพฤติ และผู้ตรวจราชการ กรมราชทัณฑ์ มีข้อค้นพบสรุปได้ ดังนี้
3.1.1 การรายงานมีความครบถ้วนครอบคลุม ประเด็นปัญหาที่ค้นพบ สาเหตุแห่งปัญหา และการให้ข้อเสนอแนะได้มีการคำนึงถึงความสอดคล้องกับกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
3.1.2 การตรวจราชการกรณีปกติ จากการ สอบทานการติดตามผลการปฏิบัติตามคำแนะนำหรือการสั่งการของผู้ตรวจราชการและจากสมุดตรวจราชการ พบว่า การดำเนินการของผู้รับการตรวจส่วนใหญ่ยังไม่มีการดำเนินการตามคำแนะนำหรือการสั่งการของ

ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมโดยผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และผู้ตรวจราชการกรมคุมประพฤติ มีการติดตามผลการปฏิบัติตามคำแนะนำหรือการสั่งการ
ของผู้ตรวจราชการที่ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้รับการตรวจ แต่ผู้รับการตรวจยังไม่ได้มีการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะเท่าที่ควรหรือเห็นว่ามี ขั้นตอนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะหลายขั้นตอน และมีปัจจัย ข้อจำกัดหลายประการที่ยากต่อการปฏิบัติตาม รวมทั้งมีสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้ข้อเสนอแนะไม่ได้รับการตอบสนองให้เป็นผลสำเร็จเท่าที่ควร ส่วนผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ไม่ปรากฏว่ามีรายงานผลการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการ
3.1.3 จากการสอบทานรายงานผลการตรวจราชการกรณีปกติของผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ผู้ตรวจราชการกรมคุมประพฤติ ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ พบว่า ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจากภารกิจของหน่วยงานยังไม่ได้รับการแก้ไข และปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาอีกเป็นจำนวนมากจนอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่จะต้องมีการดำเนินการเร่งแก้ไขปรับปรุง ซึ่งผู้ตรวจราชการจะพบปัญหาที่เหมือนกันและคล้าย ๆกัน ดังนี้
กรณีการตรวจราชการตามภารกิจหลักของ กรมคุมประพฤติ
๑. แนวทางการวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฯ ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันอีกทั้งสถานที่ควบคุมตัวเพื่อการตรวจพิสูจน์มีความแออัดขาดสุขลักษณะและ ไม่เพียงพอ
๒. สถานที่ฟื้นฟูฯ แบบควบคุมตัวไม่เพียงพอ ทำให้คณะอนุกรรมการฯ ต้องพิจารณาปรับแผนการฟื้นฟูฯ เป็นโปรแกรมไม่ควบคุมตัวแทน ทำให้ไม่สามารถกำหนดแผนการฟื้นฟูฯ ได้สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมาก
๓. ระบบการติดตาม ช่วยเหลือผู้กระทำผิดภายหลังปล่อยขาดการบูรณาการกับภาคประชาชน เช่น อาสาสมัครคุมประพฤติ เครือข่ายยุติธรรมชุมชน ผู้นำชุมชน และภาคีภาครัฐ เช่น สำนักพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

4. ไม่สามารถนำอาสาสมัครคุมประพฤติ เครือข่าย
ยุติธรรมชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
5. ระบบสารสนเทศและระบบ บสต.ของกรมฯ ยังไม่ตอบสนองต่อการดำเนินงานของสำนักงานฯ ระบบอินเตอร์เน็ตของสำนักงานฯ ที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับปริมาณงานและความต้องการในการใช้งานของสำนักงานฯ แต่ละแห่ง
6. กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องยังไม่เอื้อต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เช่น ระเบียบ การปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545
7. วัสดุ และครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอ อาคารสถานที่คับแคบ และยังเป็นอาคารเช่า รถยนต์มีสภาพเก่าไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน
8. ได้รับเงินงบประมาณไม่เพียงพอ โดยเฉพาะงบประมาณในด้านการบำบัดและแก้ไขฟื้นฟู จึงเป็นเหตุให้คณะอนุกรรมการฟื้นฟูฯ ต้องปรับเปลี่ยนแผน การฟื้นฟู คำวินิจฉัยหรือวิธีการบำบัดรักษาจากการควบคุมตัวแบบเข้มงวดเป็นไม่เข้มงวดหรือส่งตัวไปบำบัดรักษาที่สถานพยาบาล เนื่องจากประสบปัญหาสถานที่ฟื้นฟูไม่เพียงพอ
9. อัตรากำลังไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน
กรณีการตรวจราชการตามภารกิจหลักของ กรมราชทัณฑ์
การควบคุมดูแลผู้ต้องขัง
1. จำนวนผู้ต้องขังของเรือนจำและทัณฑสถาน ส่วนใหญ่ มีจำนวนผู้ต้องขังเพิ่มมากขึ้นทุกแห่งเกินอัตราความจุเกลี่ยย้าย
2. เรือนจำและทัณฑสถานส่วนใหญ่ขาดแคลนอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ในการควบคุมดูแลผู้ต้องขัง ทั้งในส่วนของการเข้าเวรยามรักษาการณ์ และการควบคุมผู้ต้องขังออกนอกเรือนจำ โดยเฉพาะผู้ต้องขังป่วย และขาดเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการจัด โปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง
3. เรือนจำและทัณฑสถานส่วนใหญ่มีเครื่องมือ

อุปกรณ์เสริมความมั่นคงไม่เพียงพอ ได้แก่ โทรทัศน์และกล้องวงจรปิด เพื่อตรวจหายาเสพติดเข้ามาในเรือนจำ เครื่องมือตรวจค้น เครื่องตรวจโลหะเครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ตู้ล็อคเกอร์ที่เพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องขังเพื่อความเป็นระเบียบและง่ายต่อการตรวจค้น และ บางหน่วยงานมีเครื่องมือ อุปกรณ์ แต่มีสภาพเก่าชำรุด ใช้งานไม่ได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ ได้แก่ ระบบวิทยุ แม่ข่ายเรือนจำ เครื่องตรวจโลหะ และโดยเฉพาะระบบโทรทัศน์กล้องวงจรปิดที่ชำรุดขาดงบประมาณในการ ซ่อมบำรุง
4. บางเรือนจำและทัณฑสถานที่ก่อสร้างมานานมีสภาพเก่า เรือนนอนผู้ต้องขังค่อนข้างอับชื้นไม่สะอาด การใช้พื้นที่ภายใน ยังไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกแดน และปรับปรุงพื้นที่ภายในได้อย่างเต็มพื้นที่ เนื่องจากติดขัดในเรื่องอาคารที่มีการวางผังไม่เป็นระบบ รวมทั้งเรือนจำและทัณฑสถานบางแห่งยังไม่มีลวดหนามหีบเพลงตลอดแนวกำแพง 4 ด้าน หรือมีขนาดเล็ก และติดตั้ง ค่อนข้างห่าง
5. เรือนจำและทัณฑสถานที่เข้าตรวจทุกแห่งมีมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด และ เพิ่มมาตรการในการป้องกันอย่างเข้มงวด ในการตรวจค้นสิ่งของที่ญาติเยี่ยม มีการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ และผู้ต้องขังเข้าออกเรือนจำทุกคนโดยไม่มีข้อยกเว้น และเพิ่มความระมัดระวังความปลอดภัย และการป้องกันการขว้างปา หรือนำสิ่งของต้องห้ามเข้ามาในเรือนจำ แต่จากการเพิ่มมาตรการในการป้องกันดังกล่าวอย่างเข้มงวดแล้ว ก็ยังพบว่ามีการลักลอบนำยาเสพติด และโทรศัพท์มือถือเข้ามาในเรือนจำและทัณฑสถาน
นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของค.ต.ป. ประจำกระทรวงยุติธรรม พบว่า ปัญหา อุปสรรค ก็เป็นไปตามข้อตรวจพบดังกล่าวอันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณสำนวนคดี และปริมาณผู้ต้องขัง ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางกายภาพของแต่ละแห่ง ซึ่งเห็นแล้วว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขให้เป็นผลสำเร็จได้อย่างทั่วถึง และอย่างต่อเนื่องจริงจัง เนื่องจากการติดต่อประสานงานไม่เพียงพอ ขาดการส่งต่อข้อมูลอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ การบริหารจัดการและการติดตามที่เป็นระบบ

3.2 จากการสอบทานรายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกรมในสังกัดกระทรวงยุติธรรม พบว่า ตามแผนงานโครงการจำนวน 9 โครงการ ในรอบที่ 1 และรอบที่ 2 การรายงานมีความครบถ้วนครอบคลุม ประเด็นปัญหาที่ค้นพบ สาเหตุแห่งปัญหา และการให้ข้อเสนอแนะได้มีการคำนึงถึงความสอดคล้องกับกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการตรวจติดตามการจัดการความเสี่ยงตาม หลักธรรมาภิบาลของแผนงาน โครงการ ซึ่งเป็นการลงพื้นที่ตรวจติดตามแยกตามแผนงาน โครงการ โดยรวม จากผลการติดตามของผู้ตรวจราชการ พบว่า ยังมีความเสี่ยงและประเด็นความเสี่ยงที่ทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของแผนงาน โครงการ แม้มีแนวทาง/มาตรการ รวมทั้งข้อเสนอแนะในการจัดการกับความเสี่ยงแล้วก็ตาม เช่น แผนงาน โครงการ ดังนี้
3.2.1 แผนงาน การควบคุมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดในเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศ ภารกิจกรมราชทัณฑ์
วัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการควบคุมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดในเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะออกไปสู่สังคมภายนอกภายหลังพ้นโทษ สามารถอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้อย่างปกติสุข มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และเป็นที่ยอมรับของสังคม จะได้ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ
ประเด็นความเสี่ยง
- จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อภารกิจในการควบคุมและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เนื่องจากผู้ต้องขังเพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ไม่มีทักษะเพียงพอในการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาผู้ต้องขัง
- จำนวนของผู้เข้ารับการควบคุมแก้ไขฟื้นฟูมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังในคดี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ
- ผู้เข้ารับการควบคุมแก้ไขฟื้นฟู ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกภายหลังปล่อยตัวพ้นโทษ เนื่องจากหน่วยงานภายนอกและองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นไม่ให้ความสำคัญ และไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโปรแกรมการบำบัดแก้ไขฟื้นฟู

3.2.2 แผนงาน การพัฒนาพฤตินิสัยเด็กและเยาวชนใน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ภารกิจกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กและเยาวชน ได้รับโอกาสในการบำบัด แก้ไขฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัย จนสามารถ กลับตนเป็นพลเมืองดีของสังคม ไม่หวนกลับไปกระทำ ผิดซ้ำ
ประเด็นความเสี่ยง
- บางหน่วยงานไม่มีกระบวนการในการพัฒนาพฤตินิสัยเด็กและเยาวชนและไม่มีโปรแกรมที่ชัดเจน รวมทั้งขาดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน
- บางหน่วยงานสัดส่วนของผู้เข้ารับการพัฒนาพฤตินิสัยที่เข้าหน่วยฝึกวิชาชีพไม่สอดคล้องกัน
- เด็กและเยาวชนผู้ผ่านการพัฒนาพฤตินิสัย ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกภายหลังปล่อยตัวออกจากศูนย์ฝึกอบรม/สถานพินิจฯ
3.2.3 แผนงาน คืนคนดีสู่สังคม ผู้รับผิดชอบ กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
วัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือผู้พ้นโทษให้สามารถเข้าทำงานในหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้บุคคลเหล่านี้มีรายได้เพียงพอสำหรับดำรงชีวิตประจำวัน ในช่วงระยะเวลาแรกของการพ้นโทษเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤตินิสัยของผู้พ้นโทษให้มีความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่าของตนเองและไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ
ประเด็นความเสี่ยง
- ระเบียบว่าด้วยการบริหารโครงการฯ ขาดความคล่องตัวและไม่ยืดหยุ่นส่งผลให้การดำเนินการล่าช้า เนื่องจากโครงการอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งอยู่นอกเหนืองบประมาณปกติ กระบวนการนำงบประมาณมาใช้จึงมีหลายขั้นตอน
- ไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย เนื่องจาก การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง และความมั่นใจของผู้ประกอบการมีน้อยเป็นผลให้หน่วยงานภาคเอกชน เข้าร่วมโครงการน้อยมากในการรับผู้พ้นโทษที่ผ่านโครงการคืนคนดีสู่สังคม
3.2.4 แผนงาน ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภารกิจสำนักงานป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด
วัตถุประสงค์ เป็นการป้องกันและแก้ไขการใช้ยาเสพติดของประชาชน การดำเนินงานจึงมุ่งเน้นไปที่ตัวคนและการพัฒนาบุคคลให้มีภูมิคุ้มกันยาเสพติด โดยการให้การศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจ เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับกลุ่มเป้าหมาย การจัดกิจกรรมทางเลือก และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้บุคคลหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งแก้ไขพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยง
ประเด็นความเสี่ยง
- ผู้ติดยาเสพติดจำนวนมากยังไม่เข้าสู่ระบบบำบัดรักษา เนื่องจากขาดมาตรการ หรือแรงจูงใจให้ผู้ติดยาเสพติดสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาในระบบสมัครใจ และขาดมาตรการในการช่วยเหลือฟื้นฟูและติดตามผลการบำบัดรักษาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เป็นผลให้หวนกลับไปเสพติดซ้ำรวมทั้งสังคมขาดการยอมรับผู้ที่ผ่านการบำบัดรักษายาเสพติด
- ไม่ได้รับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลยาเสพติดให้ครอบคลุมกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมจัดทำและพัฒนาข้อมูลในลักษณะต่างคนต่างทำไม่สามารถเชื่อมต่อหรือประสานข้อมูลกันได้
- หน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนยังไม่มี ส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
3.2.5 แผนงาน การจัดเก็บสารพันธุกรรม (DNA) ผู้ต้องขัง ภารกิจสถาบันนิติวิทยาศาสตร์
วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการนำความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในการคลี่คลายคดีจากหลักฐานที่ได้จาก ที่เกิดเหตุ นำมาตรวจเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรมเสริมสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคของ ประชาชนในการที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ อีกทั้งเป็นการลดโอกาสการจับผิดตัว อันเป็นการอำนวย ความยุติธรรมในเบื้องต้นให้แก่ประชาชน
ประเด็นความเสี่ยง
- งบประมาณไม่เพียงพอต่อการตรวจพิสูจน์ทาง นิติวิทยาศาสตร์
- ความไม่คุ้มค่าในการลงทุนของโครงการ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอจึงดำเนินการได้เพียงบางส่วนเฉพาะผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ ไม่ครอบคลุมผู้ต้องขังทุกราย
3.2.6 แผนงาน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้รับผิดชอบ สำนักงานยุติธรรมจังหวัด กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
วัตถุประสงค์ เสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้สามารถดำเนินกิจกรรมของ ศูนย์ประสานงานการจัดการความขัดแย้งในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จัดการความขัดแย้งในชุมชนโดยสันติวิธีเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
ประเด็นความเสี่ยง
- ประชาชนบางส่วนยังไม่เข้าใจบทบาทภารกิจและหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมอย่างชัดเจน จึงไม่สนใจเข้ามามีส่วนร่วม
- งบประมาณที่ได้รับไม่สอดคล้องกับจำนวนปริมาณกลุ่มเป้าหมายและกิจกรรม รวมทั้งผลตอบแทนที่เกิดจากการดำเนินงานไม่สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ
- การจัดตั้งศูนย์ประสานงานจัดการความขัดแย้งในชุมชนยังไม่ครอบคลุมในทุกพื้นที่
3.2.7 แผนงาน พัฒนางานยุติธรรมทางเลือก ภารกิจกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
วัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม และลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาล รวมทั้งสนับสนุนให้การระงับปัญหาอาชญากรรมและข้อพิพาทที่เกิดขึ้นมีความรวดเร็วและเป็นระบบ กระบวนการยุติธรรมจึงได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนพัฒนาระบบงานยุติธรรมในการแสวงหาความยุติธรรมที่มีกระบวนการ รูปแบบ และการปฏิบัติโดยใช้แนวคิด การหันเหคดีออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักในเชิงสมานฉันท์ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และการใช้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์ต่อผู้กระทำผิด ผู้เสียหาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ให้ได้รับความยุติธรรมอย่างเหมาะสมอันเป็นการลดปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลหรือกระบวนการยุติธรรม และลดระยะเวลา ค่าใช้จ่าย ทั้งของรัฐและประชาชน ยุติความขัดแย้งและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นใน
สังคม ยังความสุขให้เกิดขึ้นในประเทศชาติ
ประเด็นความเสี่ยง
- งบประมาณที่ได้รับไม่สอดคล้องกับจำนวนปริมาณกลุ่มเป้าหมายและกิจกรรม
- จัดตั้งศูนย์ประสานงานจัดการความขัดแย้งในชุมชนได้ไม่ครบในทุกพื้นที่
3.2.8 แผนงาน การควบคุมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำความผิด ในเรือนจำ/ทัณฑสถานทั่วประเทศ ภารกิจกรมราชทัณฑ์
วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้กระทำผิดได้มีโอกาสปรับเปลี่ยนพฤตินิสัยในขณะต้องโทษในเรือนจำ และเมื่อได้รับ การปล่อยตัวพ้นโทษออกไปแล้ว สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติสุขต่อไป
ประเด็นความเสี่ยง
- จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอต่อภารกิจในการควบคุมและพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด เนื่องจากผู้ต้องขังเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ไม่มีทักษะเพียงพอในการถ่ายทอดความรู้และพัฒนาผู้ต้องขัง
- จำนวนของผู้เข้ารับการควบคุมแก้ไขฟื้นฟูมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังใน คดี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ
- บางหน่วยงานไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากลุ่มเป้าหมาย
3.2.9 แผนงาน บำบัดและแก้ไขฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด ผู้รับผิดชอบกรมคุมประพฤติ
วัตถุประสงค์ ดำเนินการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพ.ร.บ. ฟื้นฟูฯ มาตรา 19 หากผลการฟื้นฟูเป็นที่น่าพอใจของคณะอนุกรรมการ ฯ จะนำส่งคืนสู่ชุมชนต่อไปโดยไม่มีความผิดติดตัวไป
ประเด็นความเสี่ยง
- อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติตามภารกิจ เนื่องจากปริมาณคดีตามพ.ร.บ. ฟื้นฟูฯ มีมากกว่าเป้าหมายที่กำหนดเป็นผลให้กระทบต่อคุณภาพและมาตรฐานในการดำเนินงาน หน่วยรับตรวจมีแผนการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น การรับรายงานตัวการทำกิจกรรมกลุ่มแก้ไขบำบัดฟื้นฟูฯ การส่งต่อไปยังโรงพยาบาล มีการกำหนดรูปแบบการดำเนินการให้กระชับ
และลดขั้นตอนการปฏิบัติบางประการ เพื่อให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด มีการจัดสวัสดิการเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่
-งบประมาณและเป้าหมายไม่สอดคล้องกับ การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริง ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ. ฟื้นฟูฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- สถานที่ฟื้นฟูฯ แบบควบคุมตัวไม่สามารถรองรับ ผู้ฟื้นฟูได้อย่างเพียงพอ ทำให้ต้องปรับแผนการฟื้นฟูส่งผลให้การบำบัดรักษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานและไม่ตรงกับอาการติดยาเสพติด จึงมีโอกาสสูงที่จะหวนกลับมาเสพซ้ำ
- การติดตามดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ผ่านการฟื้นฟู ฯ ดำเนินการได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีภารกิจในความรับผิดชอบด้านอื่น ๆ จำนวนมาก รวมทั้งไม่ได้มอบหมายเจ้าหน้าที่ในการติดตาม ดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ผ่านการฟื้นฟู ฯ
อย่างไรก็ตามผู้ตรวจราชการ และที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชนได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับผู้รับผิดชอบแผนงาน โครงการ ไปดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง และป้องกันปัญหาอื่นที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา
3.3 จากการสอบทานรายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรมกับผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
จากการสอบทานรายงานผลการตรวจติดตามประเมินผล ในรอบที่ 2 จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการคืนคนดีสู่สังคม โครงการป้องกันปราบปรามบำบัดและแก้ไขฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด โครงการพัฒนางานยุติธรรมทางเลือกและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน พบว่า มีการตรวจติดตามประเมินผล ของการจัดการความเสี่ยงตามประเด็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ผลติดตามผลการดำเนินการโครงการ ตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการที่ได้ให้ไว้ในรอบที่ 1 ว่ามีการดำเนินการหรือไม่ และสามารถกำจัดความเสี่ยง/จุดอ่อนของปัจจัยเสี่ยงนั้นส่งผลให้ความเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงนั้น ลดลงจากเดิมเป็นเท่าไร อย่างไร โดยยังไม่ได้รายงานให้เห็นว่าผลการปฏิบัติการตามข้อเสนอแนะของ ผู้ตรวจราชการจะสามารถกำจัดความเสี่ยง/จุดอ่อนของ
ปัจจัยเสี่ยงให้ลดลงจากเดิมมีอะไรบ้าง และปัจจัยเสี่ยง
อะไรบ้างที่ยังคงพบว่า เป็นจุดอ่อนที่จะต้องเร่งดำเนินการจัดการ รวมทั้งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการทั้ง 3 โครงการอย่างไร

2. การตรวจสอบภายใน

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
ค.ต.ป. ประจำกระทรวงยุติธรรม ไม่พบสิ่งที่เป็นเหตุให้เชื่อว่าการตรวจสอบภายในของกระทรวงยุติธรรมนั้น ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในและจริยธรรมของผู้ตรวจสอบภายในของส่วนราชการ
นอกจากนี้มีข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะ ตามประเด็นการตรวจสอบภายใน ที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้
1. ผลการปฏิบัติงานตามแผนการตรวจสอบภายในรอบ 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึง วันที่ 30 กันยายน 2554
จากการสอบทานรายงานผลการตรวจสอบภายในตามแผนการตรวจสอบภายใน รอบ 12 เดือน พบว่าหน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรมส่วนใหญ่มีผลสำเร็จใน การปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนการตรวจสอบภายใน และเป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในและจริยธรรมของผู้ตรวจสอบภายในของส่วนราชการ การตรวจสอบการปฏิบัติงานที่ตรวจสอบได้ตามแผนการตรวจสอบภายใน โดยส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบด้านการตรวจสอบการเงิน การบัญชี และพัสดุ ส่วนการตรวจสอบดำเนินงานมีการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามแผนการตรวจสอบภายใน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
อนึ่งตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0423.3/ว398 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 เรื่อง เกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานด้านบัญชีของส่วนราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 ได้ขอให้ ผู้ตรวจสอบภายในของส่วนราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตรวจสอบการจัดทำบัญชีตามเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำหนดเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากการตรวจสอบตามปกติ มีหน่วยตรวจสอบภายในที่ได้
ตรวจสอบการประเมินผลการปฏิบัติงานด้านบัญชีของ ส่วนราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานกิจการยุติธรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
การตรวจสอบการเงิน การบัญชี และพัสดุ พบว่า ข้อบกพร่องของการปฏิบัติงาน โดยทั่วไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับความไม่เคร่งครัดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานและส่วนราชการหลายแห่งยังปฏิบัติงาน ไม่เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ การรายงาน ไม่ครบถ้วนและการบันทึกบัญชีและทะเบียนต่าง ๆ ไม่เป็นปัจจุบัน การบันทึกบัญชีคลาดเคลื่อน การดำเนินงานล่าช้า และมีงานค้างเป็นจำนวนมาก โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากบุคลากรไม่ครบตามกรอบอัตรากำลังที่กำหนดไว้ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินการบัญชีในส่วนภูมิภาคมีไม่เพียงพอกับปริมาณงาน เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการบรรจุใหม่ยังไม่ได้รับการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติงานก่อนที่จะไปปฏิบัติงานในสำนักงานในส่วนภูมิภาค ผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินการบัญชีบางคนมีประสบการณ์ไม่เพียงพอ และไม่มีแนวทางการปฏิบัติงานจะปฏิบัติงานตามที่เคยปฏิบัติกันมา ส่งผลให้การปฏิบัติงานจำนวนมากยังไม่ได้รับการแก้ไขและเมื่อเข้าตรวจสอบครั้งต่อไปก็ยังคงพบข้อผิดพลาดเช่นเดิมอยู่ นอกจากนี้ยังพบปัญหาในการทำงานในระบบ GFMIS ระบบการควบคุมภายในยังไม่เหมาะสมเพียงพอ เช่น เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่เข้าใจเกี่ยวกับการจัดวางระบบควบคุมภายใน และปัจจัยเสี่ยง บางหน่วยงานใช้เจ้าหน้าที่คนเดียวทำงานทั้งการเงิน การบัญชี และการพัสดุ ซึ่งโดยหลักการจำเป็นต้องแยกกัน เพื่อการสอบทานงานและให้ถูกต้องตามหลักการควบคุมภายใน อาจทำให้เร่งรีบในการทำงานซึ่งส่งผลให้การทำงานไม่เป็นระบบมีการบันทึกบัญชีคลาดเคลื่อน บันทึกรายการซ้ำและอาจทำให้การปฏิบัติงานไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้ง
บางหน่วยงานเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการบรรจุเป็นครั้งแรก ไม่มีผู้ให้คำแนะนำ และเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลขาดการติดตามตรวจสอบ ผลการปฏิบัติงาน และไม่มีการสอบทานงานที่ปฏิบัติ
อนึ่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจในการปฏิบัติงาน การปรับปรุงแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาด เกี่ยวกับการเงินการบัญชี เรื่องการเบิกจ่ายเงินในระบบ GFMIS และไม่มีผู้ให้คำแนะนำผู้รู้และชำนาญการอย่างถูกวิธี จึงสะสมข้อบกพร่องและปฏิบัติสืบมาอย่างช้านาน จึงทำให้เกิดข้อบกพร่อง รวมทั้งขั้นตอนการปฏิบัติงานแต่ละกิจกรรมยังไม่มีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน
อย่างไรก็ตามข้อบกพร่องของการปฏิบัติงานการตรวจสอบการเงิน การบัญชี และการพัสดุ ผู้ตรวจสอบภายในได้มีการตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบภายในแล้ว โดยมีหน่วยตรวจสอบภายในที่มีการตรวจสอบติดตามผลการปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบภายใน ปรากฏในรายงานผลการตรวจสอบ ได้แก่ กรมคุมประพฤติ กรมบังคับคดี สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
การตรวจสอบดำเนินงาน พบว่า ตามแผนการตรวจสอบภายในของหน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดด้านการตรวจสอบดำเนินงานรวมทั้งหมด จำนวน 21 โครงการ/กิจกรรม โดยมีหน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดส่งรายงานดังกล่าวให้ ค.ต.ป. สอบทานรวมทั้งหมดจำนวน 15 โครงการ/กิจกรรม
ผลการสอบทานการตรวจสอบดำเนินงานมีทั้งที่เป็นโครงการ/กิจกรรม ปรากฏผลการดำเนินงานโดยรวมสรุปได้ ดังนี้
1. ผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนงานโครงการและมีการดำเนินการเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด รวมทั้งมีการติดตามผลการดำเนินงานโดยฝ่ายบริหาร คือ โครงการปราบปรามเครือข่ายพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
ปี พ.ศ. 2553
2. ผลการดำเนินงานของโครงการ/กิจกรรม ที่มี ลักษณะเป็นการตรวจสอบดำเนินงานเชิงป้องกัน ลดข้อบกพร่องที่อาจจะเกิดขึ้น และปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพให้มีระบบการควบคุมภายในที่เพียงพอเหมะสม ได้แก่ บริหารจัดการด้านเงินฝากของผู้ต้องขัง 5 แห่ง, โครงการตามแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง 2555 การจัดตั้งศูนย์พัฒนาวิชาชีพผู้ต้องขังเชิงอุตสาหกรรม (ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง),การตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์,การตรวจสอบการประเมินผลการปฏิบัติงานด้านบัญชีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กลุ่มงานคลัง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน,การบริหารคดีพิเศษสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม, การบริหารคดีพิเศษสำนักคดีการเงิน การธนาคาร และการบริหารพัสดุ-การควบคุมพัสดุ
3. ผลการดำเนินงานของโครงการ/กิจกรรมที่ชี้ให้เห็นถึงระดับความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การบริหารจัดการโครงการ/กิจกรรม การไม่ปรับแผนให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับความไม่ชัดเจนและสอดคล้องกันของแผนปฏิบัติการและแผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณ การขาดการสำรวจความต้องการกลุ่มเป้าหมาย การขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมทั้งการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ มาตรการและแนวทางต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด อันส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการมีความล่าช้า และไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ได้แก่ โครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โครงการคืนคนดีสู่สังคม (ภาพรวมของกระทรวงยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553), โครงการบูรณาการเสริมสร้างความยุติธรรมและความเข้มแข็งใน การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 2 โครงการ, การสงเคราะห์ผู้กระทำผิดภายหลังปล่อยหรือภายหลังพ้นการคุมความประพฤติ, การพัฒนาระบบมาตรฐานห้องปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554, โครงการฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหาร
งานยุติธรรมระดับกลาง รุ่นที่ 1และการบริหารเงินงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
4. ผลการดำเนินงานของโครงการส่วนใหญ่ยังไม่มีการติดตามและประเมินผลโครงการจากหน่วยรับตรวจ เพื่อให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงของโครงการ มีแต่การติดตามผลโครงการ/กิจกรรมจากหน่วยตรวจสอบภายในของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การบริหารคดีพิเศษสำนักคดีการเงินการธนาคาร และการพัฒนาระบบมาตรฐานห้องปฏิบัติการ
รายงานผลการสอบทานการประเมินการควบคุมภายในของผู้ตรวจสอบภายใน( แบบ ปส.)
จากรายงานผลการสอบทานการประเมินการควบคุมภายในของผู้ตรวจสอบภายใน สังกัดกระทรวงยุติธรรม สำหรับปีสิ้นสุด วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่ได้จัดส่งรายงานมาให้คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลประจำกระทรวงยุติธรรมสอบทาน จำนวน 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมบังคับคดี กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้ตรวจสอบภายในแต่ละส่วนราชการดังกล่าวได้ดำเนินการประเมินการควบคุมภายใน ตามแนวทางการจัดวางระบบการควบคุมภายในและการประเมินผลการควบคุมภายใน ตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 ข้อ 6 พบว่าการดำเนินงานของส่วนราชการยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว มีการควบคุมที่เพียงพอ เหมาะสม และให้เกิดความมั่นใจได้ว่าผลการดำเนินงานจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ของการควบคุมภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การประเมินตนเองของหน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554
จากการสอบทานผลการประเมินตนเองของ หน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 11 หน่วยงาน ภาพรวมมีผลการปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในและจริยธรรมของผู้ตรวจสอบภายในของส่วนราชการ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ระดับคะแนนที่ได้ 4.49 หรือคิดเป็นร้อยละ 89.89 สรุปได้ ดังนี้
- หน่วยตรวจสอบภายในที่มีผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในฯ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เรียงตามเปอร์เซ็นต์ที่ได้จากมากไปหาน้อย ได้แก่ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมบังคับคดี สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงาน ป.ป.ส. กรมราชทัณฑ์ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานกิจการยุติธรรม
- หน่วยตรวจสอบภายในมีผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในฯ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เรียงตามเปอร์เซนต์ที่ได้จากมากไปหาน้อย ได้แก่ กรมคุมประพฤติ และสำนักงาน ป.ป.ท.
- หน่วยตรวจสอบภายในมีผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการตรวจสอบภายในฯ อยู่ในเกณฑ์พอใช้คือ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
โดยในภาพรวมยังมีจุดที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อให้ผลงานของผู้ตรวจสอบภายในเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในด้านความรู้ ทักษะ และความสามารถที่หลากหลาย ได้แก่ การตรวจสอบการดำเนินงาน ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบระบบ GFMIS รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การบัญชี การพัสดุ การงบประมาณ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง






1. อัตรากำลัง และงบประมาณ
1.1 ปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน จนเป็นปัญหาที่สำคัญ จำนวนบุคลากร อุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ ความเข้าใจในระบบ GFMIS อย่างเชี่ยวชาญ ความสมบูรณ์ของระบบ เป็นต้น เห็นควรให้ดำเนินการเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดซ้ำๆ และเพื่อให้การทำงานในระบบ GFMIS เกิดประโยชน์สูงสุดของส่วนราชการต่อไป
1.2 การบริหารงานการเงินควรมีการแก้ไขปรับปรุงในเรื่องอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอให้เพียงพอ
2. ระบบงาน การเงิน การบัญชี และพัสดุ
2.1 เจ้าหน้าที่คนเดียวต้องปฏิบัติงานหลายด้าน ซึ่งทำให้ปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักการควบคุมภายในที่ดี จึงเห็นควรให้ส่วนราชการที่ประสบปัญหาดังกล่าว มีการจัดวางระบบการควบคุมภายใน ในกิจกรรมของหน่วยงาน มีระบบการตรวจสอบภายในจากผู้ตรวจสอบภายใน และนำระบบควบคุมภายใน ด้านการเก็บรักษาเงินและนำส่งคลังของส่วนราชการที่มีอยู่แล้วมาใช้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้ควรมีการสอบทานงานที่ทำโดยบุคคลเป็นประจำ เพื่อเป็นการยืนยันว่าได้มีการปฏิบัติงานโดยถูกต้อง
2.2 ผู้บังคับบัญชาทุกระดับให้ความสนใจสอดส่องดูแลเข้มงวดเจ้าหน้าที่ให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้องหาวิธีเก็บรวบรวมข้อมูลในการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบเพื่อมิให้มีการกระทำความผิดซ้ำซากและเมื่อพบข้อบกพร่อง/ทุจริตก็ให้รวบรวมเป็นข้อมูลในการพิจารณาความดีความชอบ และพิจารณาโทษอย่างจริงจัง และรับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นด้วย
2.3 จากปัญหาในการทำงานในระบบ GFMIS เห็นควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมควบคุม ดูแลในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง
พร้อมทั้งหาแนวทางและวิธีการป้องกันแก้ไขตามสาเหตุให้มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
3. การพัฒนาบุคลากร
ควรเสริมสร้างความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ โดยจัดให้มีการฝึกอบรมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานผู้ตรวจสอบและผู้บังคับบัญชา ให้มีความรู้ความชำนาญในด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับตลอดจนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบ GFMIS อย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและความชำนาญมากขึ้น




๑. ส่วนราชการที่รับผิดชอบควรมีการทบทวนกรอบอัตรากำลังข้าราชการของหน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่มีหน่วยรับตรวจทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นจำนวนมากให้เพียงพอกับปริมาณงาน ที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมบังคับคดี และสำนักงาน ป.ป.ส. และเร่งทบทวนอัตรากำลังข้าราชการของหน่วยตรวจสอบภายในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2519 และวันที่ 7 สิงหาคม 2544 ที่กำหนดให้มีอัตรากำลังผู้ตรวจสอบภายในไม่น้อยกว่า 3 อัตรา ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สำนักงานกิจการยุติธรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงาน ป.ป.ท.
๒. หน่วยตรวจสอบภายในซึ่งมีหน่วยรับตรวจจำนวนมาก และยังไม่ได้จัดทำแผนการตรวจสอบระยะยาว ควรมีการจัดทำแผนการตรวจสอบระยะยาว เพื่อให้มีการตรวจสอบได้อย่างครอบคลุมทุกหน่วยรับตรวจที่อยู่ในความรับผิดชอบ และเป็นไปมาตรฐานการตรวจสอบภายในที่กำหนด
๓. หน่วยตรวจสอบภายในใดที่ยังไม่มีการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานตรวจสอบภายใน ควรมีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานตรวจสอบภายในไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน
๔. การประเมินความเสี่ยงเพื่อการควบคุมภายใน หน่วยตรวจสอบภายในควรช่วยให้ส่วนราชการสามารถบ่งชี้และประเมินความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อการปฏิบัติงานของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และมีผลกระทบต่อองค์กร เช่น การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน และระบบสารสนเทศของส่วนราชการ ที่อาจมีผลกระทบต่อความถูกต้อง และความเชื่อถือได้ของข้อมูลด้านการเงิน และการดำเนินงาน
ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการดำเนินงาน
การป้องกันทรัพย์สิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สัญญาต่าง ๆ และให้สามารถจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ รวมทั้งช่วยให้เกิดการปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง และระบบการควบคุมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
5. กรมบัญชีกลางควรสนับสนุนการจัดฝึกอบรม การตรวจสอบภายในด้าน การตรวจสอบการดำเนินงาน การตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ การตรวจสอบระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ GFMIS รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การบัญชี พัสดุ และการงบประมาณอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี รวมทั้งผลักดันให้สายงานตรวจสอบภายในเป็นสายวิชาชีพเทียบเท่าสายวิชาชีพอื่นให้มีความสำเร็จต่อไป

3. การควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
ค.ต.ป. ประจำกระทรวงยุติธรรม ได้สอบทาน การปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมภายในของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554 รอบ 12 เดือน จากรายงานการประเมินการควบคุมภายในระดับหน่วยรับตรวจหรือระดับองค์กร ที่ได้จัดส่งรายงานให้กับค.ต.ป ประจำกระทรวงยุติธรรมสอบทาน จำนวน 10 ส่วนราชการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมบังคับคดี กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานกิจการยุติธรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชา ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนราชการที่ไม่ได้จัดส่งรายงานให้กับค.ต.ป ประจำกระทรวงยุติธรรมสอบทาน คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ผลการสอบทานสรุปได้
ดังนี้
1. การจัดทำรายงานการประเมินการควบคุมภายในระดับหน่วยรับตรวจหรือระดับองค์กร ของส่วนราชการ
ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ได้จัดทำขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 ที่ได้กำหนด
๒. การควบคุมภายในของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม จำนวน 10 ส่วนราชการ มี ระบบการควบคุมภายในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานตามภารกิจ การใช้ทรัพยากร ระบบสารสนเทศ การเงิน การบัญชี และการพัสดุ การป้องกันหรือลดความผิดพลาด ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี ด้านการพัฒนาบุคลากร โครงสร้างองค์กร และการบริการ ได้ดีเพียงพอที่จะป้องกันหรือลดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน และ
เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมได้ในระดับหนึ่ง
3. การจัดทำรายงานและวิเคราะห์ประเมินผลการควบคุมภายในบางส่วนราชการยังไม่ครอบคลุม กระบวนงานและกิจกรรมของส่วนงานย่อยทั้ง ภารกิจหลัก และภารกิจสนับสนุน อันทำให้จุดอ่อนและความเสี่ยงที่มีอยู่ในกิจกรรมไม่ได้รับการควบคุม ปรับปรุง และติดตาม อาจทำให้ไม่มั่นใจในระบบการควบคุมภายในนั้นมีความเพียงพอและเหมาะสม อันมีผลต่อการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์
















ควรมีการปรับปรุงการควบคุมภายใน โดยจัดทำรายงานการควบคุมภายในให้ครบถ้วนในกระบวนงานของหน่วยงานทั้งภารกิจหลักและภารกิจสนับสนุน ให้ได้ทุกระดับหน่วยงานย่อยในสังกัดส่วนราชการ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและติดตามผล การปฏิบัติงาน ส่วนในระดับองค์กรควรมีการประเมินการควบคุมภายใน และจัดทำรายงานการควบคุมภายในที่เป็นภาพรวม เพื่อให้ทราบถึง ความเสี่ยง และ การควบคุมที่มีอยู่ว่าเพียงพอต่อการป้องกันหรือ ลดผลกระทบต่อความสำเร็จของการดำเนินงานของส่วนราชการเพียงใด และพิจารณาปรับปรุงระบบ การควบคุมภายในให้เหมาะสมต่อไป





4. การปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
ค.ต.ป. ประจำกระทรวงยุติธรรมได้สอบทานรายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2554 โดยได้รับรายงานผลการปฏิบัติราชการตาม คำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 จำนวน 8 ส่วนราชการ ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานกิจการยุติธรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมราชทัณฑ์ และส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ส่วนราชการที่ไม่ได้จัดส่งรายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ได้แก่ กรมบังคับคดี กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หัวหน้าส่วนราชการเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลรายงาน ส่วนค.ต.ป ประจำกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับผิดชอบในการรายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองดังกล่าว เนื่องจากการสอบทานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นอย่างพอประมาณว่าข้อมูล เอกสารหลักฐาน ข้อค้นพบที่ระบุในรายงานผลการปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฏิบัติราชการไม่ขัดต่อความเป็นจริงมีความถูกต้องแม่นยำ ความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับคำรับรองการปฏิบัติราชการ การสอบทานนี้มีขอบเขตการปฏิบัติงานและ ระยะเวลาที่จำกัดโดยส่วนใหญ่ใช้วิธีการวิเคราะห์เปรียบเทียบ ข้อมูลต่าง ๆ จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ส่งมาช้า ผลการสอบทานของค.ต.ป ประจำกระทรวงยุติธรรม พบว่า คะแนนการประเมินตนเองรวม 4 มิติ ของ 8 ส่วนราชการ ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ประมาณ 3.8236 จากระดับคะแนน 5 1. สำนักงาน ก.พ.ร. ควรดำเนินการให้ตรงตามปฏิทินการจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการและการประเมินผลการปฏิบัติราชการที่กำหนด ทั้งนี้ระยะเวลา ที่กำหนดในการจัดทำตัวชี้วัดต่างๆ ควรมีระยะเวลาเพียงพอให้ส่วนราชการมีความเป็นไปได้ ในทางปฏิบัติ
สำนักงาน ก.พ.ร. ควรทบทวนการกำหนดตัวชี้วัดตามมิติต่างๆ ให้มีความสอดรับต่อกัน เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดการขัดแย้งกันเอง เช่น ผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณไม่ได้เป็นตัวชี้ว่า ผลการดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลได้

2. กรณีส่วนราชการไม่ได้ส่งรายงานฯ ภายในเวลาที่กำหนด ควรให้มีการติดตามและสั่งการให้ดำเนินการโดยเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดต่อไปเงินงบประมาณไม่ได้เป็นตัวชี้ว่า ผลการดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลได้

3. กรณีส่วนราชการไม่ได้ส่งรายงานฯ ภายในเวลาที่กำหนด ควรให้มีการติดตามและสั่งการให้ดำเนินการโดยเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดต่อไป

5. รายงานการเงิน

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
ค.ต.ป. ประจำกระทรวงยุติธรรม ได้สอบทานรายงานการเบิกจ่ายงบประมาณจากระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ตามแนวทางการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 สำหรับงวดตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2553 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 ประกอบด้วย รายงานผลการเบิกจ่ายในภาพรวมกระทรวงที่จัดทำโดยสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม งบแสดงฐานะการเงิน
งบรายได้และค่าใช้จ่าย หมายเหตุประกอบงบการเงินการจัดทำรายงานงบการเงินรวมระดับกระทรวงยุติธรรม กองคลังสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้จัดทำจากระบบ GFMIS ผลการสอบทาน ปรากฏดังนี้
ตามมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายเงินประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554ได้กำหนดให้ส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ทำหน้าที่เร่งรัด ติดตาม และให้นำอัตราการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน อัตราการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายภาพรวม และการเบิกจ่ายเงินโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ตามเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเป็นตัวชี้วัดในคำรับรองการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ โดยมุ่ง ผลสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมาย สำหรับในส่วนของกระทรวงยุติธรรมกำหนดเป็นตัวชี้วัดที่ 8 สรุปได้ดังนี้
1. กระทรวงยุติธรรมได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 16,823,738,200 บาท ภาพรวมผลการเบิกจ่ายงบประมาณ ณ วันที่ 30กันยายน 2554 จำนวน 15,159,635,000 บาท คิดเป็น ร้อยละ 90.11 ของงบประมาณที่ได้รับ คงเหลือ เงินงบประมาณ จำนวน 1,664,103,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 9.89 เปรียบเทียบกับเป้าหมาย การเบิกจ่ายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด พบว่า ผลการเบิกจ่าย

ภาพรวมงบรายจ่ายประจำต่ำกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่ภาพรวม งบรายจ่ายลงทุนต่ำกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดค่อนข้างมาก รายละเอียดปรากฎดังนี้ ดังนี้
1.1 ผลการดำเนินงานเบิกจ่ายงบรายจ่ายประจำ (งบบุคลากร งบดำเนินงาน งบอุดหนุน งบรายจ่ายอื่น) มีการเบิกจ่ายจำนวน 4,538,699,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 95.57 ของงบประมาณรายจ่ายประจำที่ได้รับ (จำนวน 15,213,046,400 บาท)เงินงบประมาณคงเหลือ 674,346,700 บาท คิดเป็นร้อยละ 4.43
ส่วนราชการที่เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำสูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และมีผลการดำเนินงานเป็นไปตามตัวชี้วัดเป้าหมายการให้บริการของกระทรวงตามเอกสารประกอบพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวน 7 ส่วนราชการ ได้แก่ กรมคุมประพฤติ กรมราชทัณฑ์ กรมบังคับคดี กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
1.2 ผลการดำเนินงานเบิกจ่ายงบรายจ่ายลงทุน (ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง) เบิกจ่ายได้ จำนวน 620,935,300 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.55 ของงบประมาณที่ได้รับ (จำนวน 1,610,691,800 บาท) เงินงบประมาณคงเหลือ 989,756,500 บาท แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเป็นรายส่วนราชการแล้ว พบว่า
ส่วนราชการที่สามารถเบิกงบประมาณงบรายจ่ายลงทุน สูงกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เบิกจ่ายได้ร้อยละ 100.00 สำนักงานกิจการยุติธรรม เบิกจ่ายได้ร้อยละ 100.00 และกรมบังคับคดี เบิกจ่ายได้ร้อยละ 91.95
ส่วนราชการที่เบิกงบประมาณรายจ่ายลงทุนต่ำกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนด จำนวน 8 ส่วนราชการ เรียงจากน้อยไปหามาก ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เบิกจ่ายได้ร้อยละ 0.11 กรมคุมประพฤติ เบิกจ่ายได้ร้อยละ 3.00

สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม เบิกจ่ายได้ร้อยละ 27.86 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เบิกจ่ายได้ร้อยละ 35.04 กรมราชทัณฑ์ เบิกจ่ายได้ร้อยละ 40.83 สำนักงานป.ป.ส.เบิกจ่ายได้ร้อยละ 45.56 สำนักงานป.ป.ท. เบิกจ่ายได้ร้อยละ 46.72 และ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เบิกจ่ายได้ร้อยละ 69.65
สำหรับงบประมาณรายจ่ายงบลงทุนเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าหมายที่คณะรัฐมนตรีกำหนดนั้น มีสาเหตุที่พบเนื่องจากบางหน่วยงานการเบิกจ่ายค่าก่อสร้างอยู่ในระหว่างเบิกจ่าย บางหน่วยงานมีครุภัณฑ์อยู่ระหว่างส่งมอบ บางหน่วยงานรายการปรับปรุงอาคารผู้รับจ้างดำเนินการล่าช้า บางหน่วยงานมีการโอนเปลี่ยนแปลงใกล้สิ้นปีงบประมาณ และส่วนใหญ่ไม่พบการรายงานให้เห็นปัญหาและอุปสรรค
ผลการสอบทานการดำเนินงานทางการเงินรวมระดับกระทรวงยุติธรรม ไม่พบสิ่งที่เป็นเหตุให้เชื่อว่ารายงานผลการดำเนินงานทางการเงินไม่ถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญ มีการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานทางด้านการเงินของกระทรวงยุติธรรมที่สำคัญถูกต้อง เพียงพอ ตามหลักการและนโยบายบัญชีสำหรับหน่วยงานภาครัฐ และหนังสือเวียนตามที่กำหนด โดยสามารถนำข้อมูลในรายงานงบการเงินรวมระดับกระทรวงยุติธรรมไปใช้ประโยชน์ในการบริหารการเงินแก่ผู้บริหารได้ในระดับหนึ่ง


























1. จากผลการดำเนินงานในภาพรวม กระทรวงยุติธรรม มีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณต่ำกว่า เป้าหมายการเบิกจ่ายในภาพรวมที่กำหนด ดังนั้นในปีต่อไปควรมีการบริหารงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมาย การให้บริการกระทรวง ผลผลิต/โครงการ ตามวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ระบุไว้ในรายละเอียดเอกสารงบประมาณจำแนกตามงบรายจ่าย ของพระราชบัญญัติ
งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งการอนุมัติจัดสรรงบประมาณ การโอนเปลี่ยนแปลงรายการ และ การกันเงินเหลื่อมปี เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมาย การเบิกจ่ายเงิน งบประมาณตามที่รัฐบาลกำหนดไว้
2. ส่วนราชการใดที่มีการกันเงินงบประมาณไว้ เบิกเหลื่อมปี ควรเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อจะได้ไม่ต้องขยายระยะเวลาเบิกจ่ายงบประมาณ และเป็นการป้องกันความเสี่ยงของงบประมาณที่อาจจะถูกปรับลดในคราวต่อไป













6. การสอบทานกรณีพิเศษ

ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
1. โครงการพัฒนาศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้

สถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ถือเป็นอาชญากรรมประเภทการก่อ การร้าย ซึ่งมีรูปแบบของคดีต่อเนื่อง ยุ่งยากซับซ้อน แตกต่างจากคดีอาชญากรรมปกติมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ ปัญหาในการรวบรวมพยานหลักฐานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็น ได้ดังนี้
1. บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมขาดความเข้าใจสถานการณ์การก่อการร้ายเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้
2. บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมขาดองค์ความรู้และทักษะในงานนิติวิทยาศาสตร์พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
3. ความล้มเหลวในการใช้กระบวนการยุติธรรมในการดำเนินการกับผู้กระทำผิด
4. ข้อขัดแย้งของข้อกฎหมายและระเบียบ
5. การบูรณาการในการทำงานในคดีความมั่นคง
6. การกำหนดนโยบายทางการเมือง
แนวทางการแก้ไข
แนวทางในการใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความ ไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Guideline of Practice) จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมากกว่าเจ็ดปี แนวทางในการแก้ปัญหาดูเหมือนจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงเกิดจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 6 ด้าน ดังนี้ 1. ระบบราชการ 2. กระบวนการยุติธรรม 3. ระบบการศึกษา 4. ศาสนา 5. การเมือง 6. วัฒนธรรม
ในการแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงยั่งยืนคงต้องเข้าใจปัจจัยทั้งหกด้านว่ามีปัญหาเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร รวมทั้งกำหนดนโยบายในการแก้ไขที่มองครบถ้วนไปพร้อม ๆ กัน แนวทางในการแก้ปัญหา ความรุนแรงที่มีลักษณะของการก่อการร้ายจำเป็นต้องสร้างกระบวนยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพเป็นสำคัญ จากรูปแบบของโครงสร้างของกลุ่มก่อเหตุจำเป็นที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องปรับกระบวนงานการรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนไปถึงกลุ่มแนวร่วมในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับบน รวมทั้งสามารถดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ต้องหา ให้ครอบคลุมการกระทำผิดทั้งหมด ซึ่งมีลักษณะของการก่อคดีต่อเนื่องเป็นเครือข่ายและเชื่อมโยงคดีอิทธิพล ความล้มเหลวของการใช้กระบวนการยุติธรรมลงโทษผู้กระทำผิดเกิดจากการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นพนักงานสอบสวนมีปัญหา แนวทางการแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรวบรวมพยานหลักฐาน คือ การนำกระบวนงานนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ในภารกิจของผู้บังคับใช้กฎหมายทุกประเภทให้สามารถนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ ซึ่งจากปัญหาทั้งหมดสรุปเป็นข้อเสนอแนะได้ ดังนี้
1. ควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจนว่าทุกหน่วยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่รวมถึงหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ต้องมียุทธศาสตร์ที่มุ่งแก้สถานการณ์การก่อการาร้ายไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดาให้ไปในทางเดียวกัน ซึ่งหลักการสากลการแก้สถานการณ์การก่อการร้ายต้องเน้นกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ
2. ควรกำหนดให้คดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคดีความมั่นคง จัดตั้งองค์กรบริหารคดีที่มีศักยภาพในการกำกับ วิเคราะห์ แยกประเภทคดี เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยอาจต้องพิจารณาแก้ไขกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานคล่องตัวขึ้น ทั้งนี้จากการศึกษากฎหมายต่าง ๆ ที่บังคับใช้สามารถปฏิบัติการบูรณาการร่วมกันได้แต่ความ ไม่ยอมรับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มักเป็นอุปสรรคสำคัญในการวบรวมพยานหลักฐานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
3. หากมีความจำเป็นเพื่อการแก้ปัญหาในอนาคต เนื่องจากคดีที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งมีคดีในลักษณะการก่อการร้ายเกิดในพื้นที่อื่นอาจต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานความมั่นคงที่มีอำนาจทำงานที่เบ็ดเสร็จ เช่น หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐ (Homeland Security) ปัญหาของระบบราชการไทยมักไม่สามารถบูรณาการงานข้ามหน่วยงานได้ รวมทั้งมักถูกแทรกแซงโดยอำนาจทางการเมืองและประเด็นที่สำคัญที่สุด คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะของคดีความมั่นคงไม่ใช่อาชญากรรมปกติ รวมทั้งไม่อาจใช้กลไกของกรมสอบสวนคดีพิเศษกระทรวงยุติธรรมได้
4. กำหนดนโยบายของการใช้กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพให้ทุกหน่วยงานกำหนดเป็นตัวชี้วัด ซึ่งควรกำหนดแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายทุกประเภทให้สามารถเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพไปในทางเดียวกัน ซึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพคือกระบวนงานนิติวิทยาศาสตร์ทุกสาขา โดยเน้นการนำศักยภาพที่ดีของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกัน ทั้งนี้ต้องใช้ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์เพื่อลดความซ้ำซ้อนและการสูญเสียโอกาสในการอำนวยความเป็นธรรม
5. การสร้างระบบฐานข้อมูลกลางของรัฐที่รวบรวมข้อมูลคดี ข้อมูลบุคคล ข้อมูลงานข่าว ข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ทุกประเภทจากทุกหน่วยงานมารวมศูนย์กลางเพื่อเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์ของการก่อการร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


1. เนื่องจากความสอดคล้องของแผนงาน/โครงการ เป้าหมาย ผลผลิต กิจกรรม และแนวทางการติดตามประเมินผล ที่สอดคล้อง และการมีข้อมูลความแม่นยำเพียงพอ ส่งผลถึงประสิทธิภาพของโครงการฯ ซึ่งควรจะบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด อย่างมีประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ในการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น ในการจัดทำโครงการควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการวัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจน สอดคล้องครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ กำหนดให้มีการติดตามประเมินผลโครงการเป็นระยะเพื่อติดตาม เร่งรัดการดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลโครงการ และมีการรายงานผลการดำเนินงานที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ การวัดผล การดำเนินงานที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการพัฒนาศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายระดับชาติที่รัฐบาลต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนและประเทศ จึงควรมีผลการดำเนินงานที่สามารถวัดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณได้

2. ควรกำหนดแผนการดำเนินงาน แผนการเบิกจ่ายงบประมาณ และกิจกรรม ให้มีความชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิบัติงานของโครงการ รวมทั้งปรับแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายงบประมาณให้ชัดเจน พร้อมทั้งแจ้งเวียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดของโครงการ

3. รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างการก่อการร้ายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ รวมทั้งกำหนดนโยบายของการใช้กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพให้ ทุกหน่วยงานกำหนดเป็นตัวชี้วัด ซึ่งควรกำหนดแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายทุกประเภทให้สามารถเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างมีประสิทธิภาพไปในทางเดียวกัน ซึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพคือกระบวนงานนิติวิทยาศาสตร์ทุกสาขา โดยเน้นการนำศักยภาพที่ดีของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกัน ทั้งนี้ต้องใช้ผลงานที่เป็นที่ประจักษ์เพื่อลดความซ้ำซ้อนและการสูญเสียโอกาสในการอำนวยความเป็นธรรม
ข้อค้นพบ ข้อเสนอแนะ
2. โครงการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ งบประมาณที่ได้รับจำนวนทั้งสิ้น 4,696,000 บาท

ปัญหา
๑. ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายไม่ประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรม
๒. การดำเนินโครงการต้องประสานแผนการขับเคลื่อนกิจกรรมและแนวทางการดำเนินงานหลายฝ่าย ทำให้เกิดความล่าช้าในการขับเคลื่อนกิจกรรม
๓. การขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่ กลุ่มเป้าหมายต้องประกอบอาชีพทำให้กลุ่มเป้าหมาย ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามระยะเวลาที่กำหนด
๔. สวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการที่ยังไม่ไว้ใจเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้การขับเคลื่อนกิจกรรมล่าช้า
แนวทางแก้ไข
1. ดำเนินการจัดกิจกรรมในชุมชนเพื่อลดความหวาดละแวงในการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรม
2. กำหนดแผนการดำเนินงานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ
3. หลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมในฤดูเก็บเกี่ยว และจัดกิจกรรมในช่วงเวลาตอนบ่ายเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้ประกอบอาชีพ (กรีดยาง) ในช่วงเวลาเช้า
4. จัดสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ



๑. เนื่องจากโครงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เข้าถึงสิทธิและเสรีภาพ เป็นโครงการที่ได้รับจัดสรรงบประมาณเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายระดับชาติที่รัฐต้องการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่พึ่งของประชาชน และการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังนั้นในการจัดทำโครงการควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการวัดผลการดำเนินงานทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ที่ชัดเจน สอดคล้อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ รวมทั้งกำหนดให้มีการติดตามประเมินผลโครงการ ทั้งผลผลิต ผลลัพธ์ และกิจกรรม ในระหว่างการดำเนินงานเป็นระยะ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยติดตาม เร่งรัด การดำเนินการเพื่อให้บรรลุผลโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งจัดให้มีการรายงานผลการดำเนินงานที่ชัดเจน สอดรับกันได้ตามหลักเกณฑ์การวัดผลการดำเนินงานที่กำหนดไว้
๒. ควรกำหนดแผนการดำเนินงาน แผนการเบิกจ่ายงบประมาณ และกิจกรรม ให้มีความชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิบัติงานของโครงการ พร้อมทั้งจัดทำสรุปแผนงานให้ชัดเจนทุกครั้งเมื่อมีการปรับแผนการดำเนินงานและแผนการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งแจ้งเวียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องใช้เป็น แนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้โครงการเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดำเนินการและบรรลุวัตถุประสงค์ ที่กำหนดไว้
๓. ควรทำการสำรวจและประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ/กิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อก่อให้เกิดความประหยัด คุ้มค่า และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
๔. ควรดำเนินการจัดกิจกรรมในพื้นที่หรือชุมชนของกลุ่มเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกและลดความหวาดระแวงในการเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมาย

7. การสอบทานกรณีอื่นๆ